ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้เริ่มประกาศบังคับใช้มาตรการใหม่ในการเก็บอากรขาเข้าสำหรับสินค้านำเข้าทุกชิ้น “โดยไม่มีขั้นต่ำ” จากเดิมหากนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่ารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัย (CIF) ไม่เกิน 1,500 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษีอากรขาเข้า
มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ในอีกด้านหนึ่งวงการแพ็กเกจจิ้งกลับเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด ทั้งในด้านต้นทุนการผลิต การนำเข้าวัตถุดิบและรูปแบบการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุนใหม่
ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า เช่น เม็ดพลาสติก ฟิล์ม, กระดาษพรีเมียม, หมึกพิมพ์ หรืออุปกรณ์เสริมจากต่างประเทศจะแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที เพราะการสั่งซื้อทุกครั้งแม้ในปริมาณน้อยสำหรับการทดสอบ(Sample หรือ R&D)ก็ต้องเสียภาษีเต็มจำนวน
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่เคยอาศัยที่ความยืดหยุ่นของการนำเข้าล็อตเล็ก(Low-Volume,High Frequency)เพื่อลดความเสี่ยงหรือเพื่อตอบสนองคำสั่งซื้อเร่งด่วนอาจต้องปรับราคาขายสินค้าซึ่งการเพิ่มต้นทุนนี้อาจทำให้ต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่ทั้งในด้านการผลิตและการตั้งราคาขาย
มาตรการนี้ทำหน้าที่เป็น"กำแพงภาษี"(Tariff Barrier)ทางอ้อมซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการปรับเปลี่ยนซัพพลายเชน
เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดในประเทศ:ต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นทำให้ราคาสินค้าบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูปจากต่างประเทศไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศได้ง่ายเหมือนเดิ
โอกาสสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม(Sustainability):โรงงานในไทยที่มีศักยภาพผลิตวัสดุคุณภาพสูงและยั่งยืนเช่น พลาสติกรีไซเคิล (rPET, rHDPE) หรือ กระดาษที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากแบรนด์ใหญ่ที่ต้องการรักษาภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน (ESG) และลดความเสี่ยงด้านภาษี
การเก็บอากรนำเข้าโดยไม่มีขั้นต่ำทำให้ธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตต้องวางแผนใหม่ทั้งหมดทั้งในเรื่องการบริหารสต็อกการคำนวณระยะเวลาขนส่งและการเลือกแหล่งวัตถุดิบจากเดิมที่เคยใช้ระบบ“สั่งล็อตเล็กบ่อยครั้ง”เพื่อให้ยืดหยุ่นในการผลิตอาจต้องเปลี่ยนมาใช้แนวทาง “วางแผนระยะยาว” สั่งล็อตใหญ่ และทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตในประเทศแทน
สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากภาษี แต่ยังทำให้ระบบซัพพลายเชนของไทยเริ่มมีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว